ภาพถ่ายเพียงภาพเดียวสามารถบรรยายเป็นคำพูดได้เป็นพันคำ

271_pic1_1000ภาพถ่ายมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของประชากรในสังคมอย่างยิ่ง เพราะสามารถใช้เป็นเครื่องมือการสื่อสารในกิจการต่างๆ เช่น ศิลปะการศึกษา การทหาร การแพทย์ ระบบสารสนเทศ การประชาสัมพันธ์และการโฆษณาสินค้า เพื่อแสดงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพราะการสื่อสารด้วยการบรรยายลักษณะคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆด้วยคำพูดหรือวัจนภาษา สัก 1,000 คำ ก็ไม่สามารถทำให้ผู้รับสารมีความรู้ ความเข้าใจ เกิดอารมณ์และความรู้สึกต่อสิ่งเหล่านั้น ดีเท่ากับการใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อระบบการสื่อสารเพียงภาพเดียว ดังนั้นการถ่ายภาพโดยทั่วไปต้องเริ่มจากการมอง หากเรามองเห็นบางสิ่งบางอย่างสะดุดตาสะดุดใจขึ้นมาและอยากบันทึกภาพเก็บไว้ขึ้นมา นั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการถ่ายภาพ

ความสำคัญของภาพยังสามารถสร้างความเชื่อถือได้ดีกว่าภาพในรูปแบบอื่น การใช้ภาพถ่ายประกอบการพิจารณาคดีในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้พิพากษาได้เห็นสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์นั้นได้ดียิ่งขึ้น หรือการใช้ภาพถ่ายในการโฆษณาชักชวนเพื่อหาเสียงเลือกตั้งบุคคลเป็นผู้แทนเพื่อกิจการต่างๆ รวมถึงการใช้ภาพถ่ายอื่นทำตุการณ์ ประวัติความเป็นมาต่างๆของบุคคล ทำให้การบันทึกความทรงจำมีความเป็นรูปธรรมสูงกว่าการจดบันทึกด้วยอักษร ปัจจุบันภาพถ่ายสีธรรมชาติมีอิทธิพลสูงมากในการถ่ายทอดความคิดทัศนคติ และสร้างภาพพจน์ ได้ใกล้เคียงสถานการณ์จริง

นักถ่ายภาพที่ดีนั้นต้องมีมุมมองที่แตกต่างไปจากคนธรรมดาเพราะนักถ่ายภาพที่ดีควรจะมีการมองวัตถุที่จะถ่ายภาพนั้นในหลายๆมุม  ซึ่งในแต่ละมุมมองของภาพนั้นๆก็จะมีจุดเด่นของภาพที่แตกต่างกันออกไปไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายๆอย่าง เช่น แสง, องค์ประกอบของภาพในเวลานั้น, กล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพที่เรามีอยู่ในขณะนั้น การจินตนาการของคนแต่ละคนในเวลาที่มองภาพๆเดียวกันไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าต้องทำการมองอย่างไร เพราะสายตาคนเรานั้นมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และถ้าเราอยากจะเป็นนักถ่ายภาพที่ดีนั้นก่อนที่เราจะทำการกดชัดเตอร์ลงไปควรมองภาพเหล่านั้นในหลายๆมุมมองก่อน อย่าเพียงแต่มองเห็นจุดเด่นของภาพก็ทำการถ่ายภาพนั้นได้เลย ซึ่งนั่นถือว่าเป็นการถ่ายภาพที่ยังใช้ไม่ได้ เพราะการถ่ายภาพจำเป็นต้องใช้เวลาในการมองภาพอย่างเพียงพอ ฉะนั้นเราควรที่จะหามุมต่างๆเพื่อที่ว่าเราอาจจะเห็นมุมที่มีความลงตัวของภาพมากกว่าภาพแรกที่เรามองเห็นก็ได้

แนวคิดของศิลปะบำบัดสำหรับเด็กพิเศษ

ศิลปะ (Art) คือ ผลแห่งพลังความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกในรูปลักษณ์ต่างๆ ให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ์ตามอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี หรือความเชื่อในลัทธิ ศาสนา

ในทางจิตวิทยา ศิลปะ ก็คือหนทางแห่งการปลดปล่อยอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ตามความต้องการของแต่ละคน และช่วยพัฒนาศักยภาพในด้านการเรียน การเล่น และการแสดงออกต่างๆ

ศิลปะบำบัด (Art Therapy) คือ การใช้กิจกรรมทางศิลปะเพื่อค้นหาข้อบกพร่อง ความผิดปกติบางประการของกระบวนการทางจิตใจ และใช้กิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสม ช่วยในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดีขึ้นเพื่อ ลดปัญหาทางอารมณ์ พฤติกรรม และเสริมสร้างศักยภาพในด้านต่างๆ

มีการใช้สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ขีด เขียน วาด ระบาย ตัดปะ ปั้น ถักทอ เพื่อเป็นทางเลือกที่จะระบายความรู้สึกนึกคิด จนสามารถเข้าใจ และจัดการกับความรู้สึกได้ สามารถสื่อสารกับผู้คนรอบข้างได้

ศิลปะบำบัด เป็นรูปแบบหนึ่งของการแพทย์เสริมและทางเลือก ที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นำมาเสริมในการดูแลรักษาแนวทางหลักให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการประสานงานกันเป็นทีม ระหว่างนักศิลปะบำบัดกับแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วย ไม่ใช่รูปแบบการบำบัดรักษาที่สามารถแยกเป็นอิสระได้ ต้องทำไปควบคู่กัน

ศิลปะบำบัด มีประโยชน์ในด้านการพัฒนาอารมณ์ สติปัญญา สมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และการประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วย กระตุ้นการสื่อสาร และเสริมสร้างทักษะสังคมอีกด้วยศิลปะบำบัด

การแสดงออกทางผลงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นลายเส้น สี รูปทรง สัญลักษณ์ อารมณ์ ความหมาย ที่สื่อออกมาทั้งหมดสามารถนำมาวิเคราะห์ให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดว่าเป็น อย่างไร หรือสภาพจิตมีปัญหาอย่างไร

เจ๋งสุดๆ กับปากกาวาดภาพในอากาศ แบบ 3 มิติ

เคยคิดกันไหม ว่าอยากจะให้รูป 3 มิติที่อยู่ในความคิดคุณ ปรากฎออกมาเป็นรูปร่างจริงๆที่จับต้องได้ ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายปี แน่นอน!!! เราทำไม่ได้ แต่ ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น ทำให้สามารถสร้างวัตถุที่ตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น แค่คุณคิดแล้วจับปากกา จากนั้นลงมือวาดออกมา คุณก็จะได้ภาพ 3 มิติอย่างง่ายดาย มาดูกันว่า ทำอย่างไร เราจึงสามารถสร้างสรรค์รูปภาพ 3 มิติที่อยู่ในความคิดของเรา ปรากฎออกมาเป็นรูปร่างจริงๆ

ลองนึกย้อนวัย กลับไปเป็นเด็ก เมื่อคุณครูสั่งให้เราสร้างรูป 3 มิติ สิ่งแรกที่เราทุกคนนึกถึงก็คือ การนั่งวาดเค้าโครงภาพ วัตถุที่เราต้องการสร้างสรรค์ ในกระดาษวาดรูปซึ่งเป็นภาพแบบ 2 มิติ จากนั้นก็ใช้ดินน้ำมัน หรือดินเหนียว ปั้นออกมา เป็นรูปทรง 3 มิติ เป็นชิ้นงานที่เราแสนจะภาคภูมิใจ

ทางบริษัท เปิดเผยว่า ปากกา 3Doodler ประกอบด้วย หัวปากกา ที่ทนความร้อนได้ถึง 270 องศาเซลเซียส และในปากกาประกอบด้วย หมึกคือ พอลิเมอร์ ABS (Acrylonitrile butadiene styrene) เมื่อเราเสียบปลั๊กปากกา จะทำให้หมึกร้อน และเมื่อเราลงมือวาดภาพหมึกร้อนๆ นี้ จะไหลออกมาเมื่อสัมผัสกับอากาศ จะแข็งตัวอย่างรวดเร็ว และแข็งแรง ทำให้เราสามารถวาดภาพ 3 มิติในอากาศได้อย่างมั่นคง แข็งแรง และได้รูปทรงตามที่เราสร้างสรรค์ ทางบริษัทได้กล่าวว่า “เราอยากจะออกแบบ อุปกรณ์ที่สามารถสร้าง รูปทรง 3 มิติที่ใช้เวลาสร้างเพียงไม่กี่นาที โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ปากกาที่เราสร้างขึ้นมา ทุกคนสามารถใช้งานได้ง่ายสะดวก และมีความสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการออกแบบรูปร่าง โครงสร้างต่างๆ”

ตอนนี้หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะมีความตื่นเต้น อยากลองใช้เจ้าปากกา 3Doodler สุดเจ๋งแท่งนี้ จนเกิดคำถาม ในเรื่องของราคา และแหล่งซื้อ ซึ่ง ปัจจุบัน ปากกา 3Doodler ได้วางจำหน่ายในเว็บไซต์ ในราคาแท่งละ $99.99 ซึ่งนับว่าราคายังคงแพงอยู่ เนื่องจากราคานี้ยังไม่รวมกับ หมึก (พอลิเมอร์) ที่คิดราคาแยกเป็นสีๆ ตามความต้องการ ซึ่งราคาสีละ $9.99แต่ในอนาคต คาดว่าราคาของปากกานี้น่าจะลงลง ให้พวกเรา ได้เป็นเจ้าของ ไว้สร้างสรรค์ผลงาน 3 มิติ อย่างแน่นอน

ด้วยวิวัฒนาการนี้ อีกหน่อย การใช้ปากกาธรรมดาๆ ดินสอ หรือแม้แต่กระดาษ สร้างสรรค์ผลงานอาจจะเป็นเรื่องที่ล้าสมัยไปแล้วก็เป็นไปได้

การวาดรูปสามารถผ่อนคลายความเครียดได้

ความเครียดเกิดได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เรื่องเรียน เรื่องส่วนตัว เรื่องความรัก ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเครียดได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับตัวของเราเองว่าเราสามารถรับมันไหวไหม บางคนเครียดหนักๆ ถึงขั้นจิตตกกันเลย ไม่รับประทานข้าว ไม่นอน อาจจะถึงขั้นต้องพึ่งยาเสพติด แต่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หลากหลายวิธีที่สามารถช่วยลดความเครียดลงได้ เช่น วาดรูป เล่นดนตรี ออกกำลังกาย เล่นเกม ทั้งนี้จะยกตัวอย่างวิธีการผ่อนคลายความเครียดด้วยการวาดภาพเพื่อคลายเครียดหรือบำบัดความเครียด เพราะไม่ใช่แค่ระบายสีให้รูปเกิดความสวยงาม แต่ยังเป็นการถ่ายทอดจินตนาการออกมาเป็นรูปธรรมที่สามารถมองเห็นได้และสัมผัสได้ ผู้ที่มีความเครียดต้องการจะระบายบางสิ่งบางอย่างออกมากับภาพนั้นๆด้วย ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากงานศิลปะ คือ 1.ได้รู้จักกับตัวเองมากขึ้น คล้ายกับการได้คุยกับตนเองในอดีต ได้ทบทวนเรื่องราวในอดีตของตัวเอง 2.ทำให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ 3.การวาดภาพทำให้นึกถึงในอดีตที่มีความสุข 4.ได้ใช้ความคิดที่เป็นอิสระ 5.เป็นช่วงเวลาที่ได้นึกถึงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นภายในจิตใจอย่างมีสติและรอบคอบ ทำให้เกิดสมาธิขึ้น 6.มีความสุขมาก การวาดภาพจะช่วยสื่อถึงความรู้สึกของเราได้ดีกว่าการพูดออกมา 7.ศิลปะช่วยเติมพลังในสมองให้เกิดขึ้นและมีความพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะผ่านเข้ามาได้ดียิ่งขึ้น 8.การวาดภาพทำให้จิตของเรา ความคิดของเราได้อยู่กับตัวเอง 9.การวาดภาพเป็นเวลาที่ได้ย้อนกลับไปในเหตุการณ์ เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต มีหลากหลายอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น 10.ช่วยให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ ทำให้เรื่องราวเครียดๆ 11.มีความคิดโล่ง โปร่งสบาย และจิตใจเป็นสมาธิมากขึ้น จะเห็นได้ว่าการผ่อนคลายความเครียดด้วยการวาดภาพนั้นก่อให้เกิดประโยชน์และผ่อนคลายความเครียดได้มากเลยและยังช่วยให้มีความพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะผ่านเข้าได้ดีด้วย ดังนั้นการนำวิธีการนี้มาใช้ในขระที่เกิดการเครียดเยอะๆก็สามารถที่จะช่วยให้จิตใจสงบได้อีกทั้งทำให้เรามีสมาธิมากขึ้นด้วย

งานศิลปะกับความหลงใหลของสี

งานศิลปะกับความหลงใหลของสี

โดยรอบตัวเรานั้นจะประกอบไปด้วยสีต่างๆในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นสีจากสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ สัตว์เลี้ยง หรือสีที่เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น ทำให้สีจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

ชนิดที่ 1 สีที่เกิดขึ้นโดยตามทำธรรมชาติ เช่นสีจากต้นไม้ ใบไม้ สีของสัตว์ต่างๆรวมไปถึงสีของแสงในธรรมชาติ

ชนิดที่ 2 สีที่เกิดโดยมนุษย์ทำขึ้น เช่นสีที่วาดรูปภาพ สีจากการทำขึ้นในละคร หรือภาพยนตร์

การหลงใหลในการวาดรูป หรืองานศิลปะต่างๆ จะรู้ดีว่าสีแต่ละสีต่างให้อารมณ์และความหมายต่างกัน รวมถึงประเภทของสีที่มีมากมายก็ทำให้รูปภาพแตกต่างออกมาอย่างชัดเจน อารมณ์ของสีซึ่งแต่ละสีนั้นจะให้ความรู้สึกต่างกัน และเมื่อเรารู้ข้อนี้จะสามารถทำให้เราเลือกใช้สีได้ถูกต้อง และเหมาะสมตามสถานการณ์ยกตัวอย่างเช่น สีดำสามารถสื่ออารมณ์ในด้าน เศร้าเหงาหงอย โดดเดี่ยว , สีแดงเป็นตัวแทนความร้อนแรง ดุดัน มั่งคั่งได้อย่างดี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากเราสามารถใช้สีในการสื่ออารมณ์ได้อย่างถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการกำหนดทิศทางของภาพ ความหมายของภาพได้อย่างดี

วรรณะของสี  คือสีที่ให้ความรู้สึกร้อน-เย็น ในวงจรสีจะมีสีร้อน 7 สี และสีเย็น 7 สี ซึ่งแบ่งที่ สีม่วงกับสีเหลือง ซึ่งเป็นได้ทั้งสองวรรณะ แบ่งออกเป็น 2 วรรณะ

  1. วรรณะสีร้อน (WARM TONE) ประกอบด้วยสีเหลือง สีส้มเหลือง สีส้ม สีส้มแดง สีม่วงแดงและสีม่วง สีใน  วรรณะร้อนนี้จะไม่ใช่สีสดๆ ดังที่เห็นในวงจรสีเสมอไป เพราะสีในธรรมชาติย่อมมีสีแตกต่างไปกว่าสีในวงจรสีธรรมชาติอีกมาก ถ้าหากว่าสีใด  ค่อนข้างไปทางสีแดงหรือสีส้ม เช่น สีน้ำตาลหรือสีเทาอมทอง ก็ถือว่าเป็นสีวรรณะร้อน
  2. วรรณะสีเย็น (COOL TONE) ประกอบด้วย สีเหลือง สีเขียวเหลือง สีเขียว สีเขียวน้ำเงิน สีน้ำเงิน สีม่วงน้ำเงิน และสีม่วง ส่วนสีอื่นๆ ถ้าหนักไปทางสีน้ำเงินและสีเขียวก็เป็นสีวรรณะเย็นดังเช่น สีเทา สีดำ สีเขียวแก่ เป็นต้น จะสังเกตได้ว่าสีเหลืองและสีม่วงอยู่ทั้งวรรณะร้อนและวรรณะเย็น ถ้าอยู่ในกลุ่มสีวรรณะร้อนก็ให้ความรูสึกร้อนและถ้า อยู่ในกลุ่มสีวรรณะเย็นก็ให้ความรู้สึกเย็นไปด้วย สีเหลืองและสีม่วงจึงเป็นสีได้ทั้งวรรณะร้อนและวรรณะเย็น

การถ่ายภาพกับศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึก


ภาพถ่ายที่เป็นงานศิลปะไม่จำเป็นต้องชัดที่สุด คมที่สุด ถูกต้องที่สุด แต่เป็นภาพถ่ายที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกนึกคิดของผู้ถ่ายภาพให้สามารถสื่อไปยังผู้รับสารหรือผู้ชมให้เกิดการสะเทือนทางอารมณ์ หรือทำให้ผู้ดูฉุกคิด  หรือคิดตาม  หรือคิดต่าง  คิดแตกแขนง  คิดจินตนาการ  คิดตรงกัน  คิดต่างกัน  ฯลฯ  ผ่านการใช้เทคโนโลยีในการสร้างเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรูปร่างรูปทรง สร้างมิติ สร้างแสง สร้างสี สร้างองค์ประกอบ สร้างการเคลื่อนไหว โดยใช้กล้องถ่ายภาพแทน หมึก พู่กันหรือดินสอ ทำให้ผู้รับสารเกิดการสะเทือนทางอารมณ์ได้ ภาพถ่ายใบนั้นก็จะกลายเป็นงานศิลปะหนึ่งชิ้น ซึ่งแตกต่างกับภาพถ่ายหนึ่งใบที่บันทึกเหตุการณ์ บันทึกรูปร่างรูปทรง แสง สี หรือบันทึกต้นไม้ใบหญ้า ก้อนหิน ก้อนเมฆ นก ฯลฯ แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ดูเกิดการสั่นสะเทือนทางอารมณ์หรือไม่ได้สื่อความหมายอะไรเลย ภาพถ่ายใบนั้นก็จะเป็นเพียงภาพถ่ายที่เป็นเพียงวัสดุที่เกิดจากกระบวนการทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในโลกนี้อีกหนึ่งชิ้น หาใช่งานศิลปะไม่

งานศิลปะเช่นงานจิตรกรรม งานประติมากรรม ล้วนเป็นงานที่เกิดจากการวิริยะอุตสาหะในการลงมือทำ ใช้ความใส่ใจ ความตั้งใจ อีกทั้งยังได้ใส่อารมณ์ความคิดเข้าไปในงาน แล้วทำทีละเล็กทีละน้อยจนเกิดกลายเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าหนึ่งชิ้น ซึ่งการถ่ายภาพนั้นต่างออกไป การถ่ายภาพเพียงแค่กดปุ่มก็จะได้ทั้งเรื่องราว แสงสี รูปทรง ที่เห็นอยู่ตรงหน้ามาเก็บบันทึกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการได้มาอย่างรวดเร็วนี้เอง ทำให้การถ่ายภาพหมิ่นเหม่ว่าจะเป็นศิลปะแขนงหนึ่งหรือไม่ เพราะสิ่งที่ได้มาอย่างรวดเร็วนั้นคือบันทึกที่สร้างจากกลไกทางเทคโนโลยีที่สร้างสิ่งเสมือนที่เลียนแบบการวาดภาพของจิตรกร ทำให้เก็บสิ่งที่เห็นได้อย่างรวดเร็วจึงทำให้ภาพถ่ายนั้นขาดการใส่ใจ ใส่อารมณ์ ใส่จิตวิญญาณของศิลปินและขาดการใส่ความหมายเข้าไป ทำให้ผลผลิตจากกล้องถ่ายภาพนั่นก็คือ ภาพถ่าย

ศิลปะนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในงานจิตรกรรม งานประติมากรรมเสมอไป ศิลปะนั้นอยู่ทุกที่ มีอยู่ในชิ้นงานทุกงานที่ผ่านการใส่ใจ ใส่จิตวิญญาณ ผ่านการปรุงแต่งเลือกสรรอย่างละเมียดละไมจากผู้สร้างงาน เช่นงานแฮนด์เมคชั้นเยี่ยมที่ผู้สร้างได้ใส่ใจ ใส่จิตวิญญาณในการสร้างงาน การค่อยๆเย็บอย่างบรรจง ซึ่งบางชิ้นนั้นไม่เรียบ ไม่เท่ากัน หรือไม่เสมอกันหมด แต่เมื่อดูภาพรวมแล้วกลับสวยงามมีเสน่ห์ขนาดที่เครื่องจักรยังไงก็ไม่สามารถเลียนแบบได้ ต่างจากงานแฮนด์เมคชั้นแย่ที่ใช้มือทำเหมือนกันแต่ก็ไม่ต่างจากการใช้เครื่องจักรหรือบางที่การใช้เครื่องจักรทำอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นงานแฮนด์เมคชั้นแย่ที่ใช้มือทำเหมือนกันก็ไม่ถือว่าเป็นงานศิลปะเพราะยังไม่เข้าขั้นที่จะจัดเป็นงานศิลปะได้ แต่อย่างไรก็ตามงานชั้นแย่เมื่อผ่านการฝึกฝนทักษะ ฝึกฝนการคิด ฝึกฝนจิตใจ ซ้ำไปซ้ำมางานชั้นแย่ก็จะพัฒนากลายเป็นงานชั้นเยี่ยมที่เป็นงานศิลปะชิ้นนึ่งได้เช่นกัน

ดังนั้นจะขอเรียกผู้ที่สร้างงานศิลปะโดยใช้เครื่องมือเป็นกล้องถ่ายภาพแทนพู่กันและดินสอว่า Photo Artist ไม่ใช่ช่างภาพ และยังมีอีกคำหนึ่งนั่นก็คือ “เล่นกล้อง” คนเล่นกล้องคือคนที่ติดตาม ชื่นชอบและไหลไปตามเทคโนโลยีของกล้องถ่ายภาพ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับกลไกและระบบการทำงานของกล้องถ่ายภาพมากกว่าที่จะใช้กล้องถ่ายภาพมาสร้างงานที่เป็นศิลปะภาพถ่าย เมื่อเทคโนโลยีของการถ่ายภาพพัฒนาไปเรื่อยๆ คนเล่นกล้องก็จะเปลี่ยนอุปกรณ์เปลี่ยนกล้องไปเรื่อยๆและสรรหาอุปกรณ์ต่างๆมาเพื่อทดลองใช้งานประโน่นประกอบนี่เพื่อทดลองและทดสอบในเทคโนโลยีใหม่ๆที่ผลิตออกมาอย่างไม่สิ้นสุดตราบที่ความอยากที่จะทดลองของคนเล่นกล้องยังมีอยู่ ซึ่งด้วยเหตุนี้เองคนถ่ายภาพจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนเล่นกล้องทุกคน

การวาดเส้นการลอกเลียนแบบสู่การสร้างสรรค์

การวาดเส้นจาการลอกเลียนแบบสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติในขบวนการศึกษาจะเริ่มต้นจากการลอกเลียนแบบ เช่นการเขียนรูปต้นไม้ก้อนหิน รูปทรงมนุษย์ในท่าทางต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบโดยรวมของการสร้างสรรค์ในระดับสูง ศิลปินบางท่านอาจะต้องการบันทึกถึงสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อม หรือธรรมชาติในความเป็นจริง โดยผ่านความรู้สึกส่วนตัวในขณะอยู่ในบริเวณนั้น ๆเช่น ภาพเขียนทิวทัศน์ ที่มีสิ่งแวดล้อม และทีสำคัญคือบรรยากาศที่กระทบความรู้สึก ภายในจิตใจของศิลปินเองในขณะที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ

ในพื้นฐานของประสบการณ์จากการที่ศิลปินได้รู้มาแต่อดีต หรือในเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้รับรู้ ทั้งในอดีต และขณะปัจจุบันจะเป็นตัวก่อให้เกิดจินตนาการมากมายที่พวกเขาต้องการแสดงออก บางครั้งมันอาจจะมากเกินไปสำหรับการสร้างสรรค์ลงบนกระดาษหรือเฟรมขนาดใหญ่ที่มีอยู่ ประสบการณ์ และจินตนาการมากมายที่ศิลปิน หือคนทีต้องการแสดงออกโดยการวาดเส้นซึ่งอาจจะไม่สามารถถ่ายทอดได้ดี ถ้าพวกเขาไม่ได้ผ่านการวาดเส้นแบบลอกเลียนแบบนั้น หมายถึง ทักษะและเทคนิคของการวาดเส้น

การวาดเส้นคนมนุษย์ในขบวนการเรียนจะต้องเริ่มต้นจาการลอกเลียนแบบ
โดยเน้นโครงสร้างทางกายวิภาคเป็นเบื้องต้นและการพัฒนาไปตามขั้นตอนด้วยเทคนิควิธีการ หรือวิธีการมองแบบต่างๆ เช่น เป็นรูปทรง เหลี่ยม มองเป็นจุด เป็นแสงเงา และอื่นๆ ซึ่งจะเป็นตัวทำให้การพัฒนาในระดับสูง และสามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์แบบเฉพาะตน (Individual) เป็นระดับที่แสดงให้เห็นถึงการเข้าสู่การสร้างสรรค์ในระดับสูงแล้ว ศิลปินจะต้องมีความแน่วแน่ในความคิดเพื่อที่จะได้เลือกเทคนิค และวิธีการต่างๆ ตลอดจนการมองที่มีมากมายให้เลือกยกตัวอย่างเช่น การเขียนภาพทิวทัศน์ที่มีองค์ประกอบด้วยมากมาย ความซับซ้อนของรูปทรง พื้นที่ เป็นตัวกำหนดขอบเขต ความเข้าใจอย่างถูกต้อง อย่างลึกซึ้งจะต้องรู้ และแยกแยะความต้องการที่จะนำเสนอโดยเลือกเน้นในแต่ส่วนสำคัญ และสิ่งจำเป็นแนวความคิดเท่านั้น

ในความเข้าใจของคำว่า Drawing จะต้องประกอบด้วยวิธีการวาดรูป โดยใช้วัสดุต่าง ๆ ลงบนพื้นผิว ลงบนพื้นผิว ผ้าใบ กระดาษ แผ่นหิน ผืนทราย และอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดร่องรอย ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นลายเส้นอย่างเดียวอาจจะเป็นแผ่นระนาบใหญ่ๆ มาต่อชนกัน ก็ได้ ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวัสดุและเทคนิค และแนวคิดที่ศิลปินต้องการจะแสดงออก แต่โดยพื้นฐานของรูปทรงทั้งหมดจะเป็นลายเส้น (Line) และเส้นสัน (Edgy) ซึ่งจะอยู่บนรูปทรง มีน้ำหนัก แสงเงา และความเข้มอ่อนของวัสดุเป็นตัวประสานให้รู้สึกเป็นแท่ง (Mass) เดียวกัน

การเขียนรูปด้วยวิธีการลอกแบบหรือการลอกเลียนแบบในสิ่งต่างๆ ที่เห็นซึ่งเป็นขบวนการขั้นตอนในเบื้องต้นสู่การสร้างสรรค์ในระดับสูง การลอกแบบหรือลอกเลียนแบบฟังแล้วมันเหมือนกับว่าจะไม่ยากเพราะวาดให้เหมือนก็เท่านั้น มันจะไม่ง่ายเหมือนการถ่ายรูป หรือการถ่ายเอกสารด้วยเครื่องอิเล็คทรอนิคส์ ก่อนอื่นจะต้องรู้จักการมองและเห็น กล่าวคือ เห็นแบบเข้าใกล้ชิด (approach) สัมผัสรู้ (perception) โดยตรงถึงวัสดุนั้นๆ และสามารถวิเคราะห์ สิ่งที่เห็น สิ่งที่ต้องการลอกแบบได้อย่างชัดเจน

การเข้าใจเรื่องธรรมชาติของงานศิลปะ

ศิลปะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ดังนั้นถึงธรรมชาติจะมีความสวยงามเพียงไรก็ไม่ใช่ศิลปะ เช่น ดอกไม้ ต้นไม้ต่างๆ ป่าเขา ทะเล ทิวทัศน์ ฯลฯ อาจมีคุณค่าทางความงาม แต่เป็นเพียงปรากฎการณ์ธรรมชาติ เนื่องจากธรรมชาติเป็นแหล่งทรัพยากรอันสำคัญของศิลปะ เป็นแหล่งกระตุ้นให้มนุษย์เกิดแรงดลใจในการสร้างสรรค์ศิลปวัตถุของมนุษย์ทุกแขนง เป็นแหล่งรวมความรู้สาขาต่างๆ ศิลปินเชื่อว่าธรรมชาติรอบตัวนั้นเป็นวัตถุแห่งความรื่นรมย์ยินดี สร้างความเบิกบานให้แก่ตนเองและผู้อื่นนานัปการ ศิลปินจึงพยายามถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆดังกล่าว บันทึกเป็นงานศิลปะ เพื่อเป็นหลักฐานไว้ตามความสามารถและด้วยวัสดุที่เห็นว่าเหมาะสม

องค์ประกอบทางศิลปะ เป็นหลักสำคัญสำหรับผู้สร้างสรรค์และผู้ศึกษางานศิลปะเนื่องจากผลงานศิลปะใดๆก็ตามล้วนมีคุณค่าอยู่ 2 ประการ คือ คุณค่าทางด้านรูปทรงและคุณค่าทางด้านเรื่องราว ซึ่งคุณค่าทางด้านรูปทรงเกิดจากการนำเอาองค์ประกอบต่างๆของศิลปะอันได้แก่ เส้น สี แสงและเงา รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว ฯลฯ มาจัดเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความงามโดยมีหลักการจัดตามที่จะกล่าวต่อไปอีกคุณค่าหนึ่งของงานศิลปะ คือ คุณค่าทางด้านเนื้อหา เป็นเรื่องราวหรือสาระของผลงานที่ศิลปินผู้สร้างสรรค์ ต้องการที่จะแสดงออกมาให้ผู้ชมได้สัมผัส รับรู้ โดยอาศัยรูปลักษณะที่เกิดจากการจัดองค์ประกอบศิลป์

ศิลปกรรมย่อมคู่กับวัฒนธรรมเสมอ

เพราะศิลปกรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความเจริญของสังคม ชีวิต ความเป็นอยู่ และความคิดอ่านของศิลปินถ่ายทอดลงเป็นงานศิลปะ ฉะนั้นการศึกษาศิลปะก็คือการศึกษาเรื่องราวของมนุษย์นั่นเอง และเราสามารถเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยก่อนได้จากงานศิลปกรรมทุกชนิด การสร้างสรรค์วัตถุขึ้นมาของมนุษย์ถือว่าเป็นงานสร้างสรรค์ศิลปะ ซึ่งในการสร้างวัตถุขึ้นมานั้นมีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ คือ เพื่อเป็นประโยชน์ใช้สอย ซึ่งถือเป็นประโยชน์สุขทางกาย เป็นการรู้จักนำเอาศิลปะมาดัดแปลงให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตประจำวัน เพื่อสนองความต้องการทางสุนทรียสัมผัสในความงามของมนุษย์โดยตรง เป็นการสนองทางด้านจิตใจ เรียกว่า ประณีตศิลป์

เพื่อสนองความศรัทธาสูงสุดของมนุษย์ที่จะดำรงอยู่ในโลกด้วยความปกติสุข ได้แก่ งานสร้างสรรค์ในลัทธิการเชื่อถือและศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นงานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าเหนือกว่าศิลปะทั้งหลายที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้น วิชาศิลปะวิจักษณ์มีจุดมุ่งหมายในการเรียนไม่แตกต่างจากวิชาการสาขาอื่นๆ คือ เรียนเพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และรู้จักพิจารณางานศิลปะอย่างมีเหตุผล ตลอดจนเข้าใจประวัติความเป็นมาจนสามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์งานศิลปะได้ คือ เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งสวยงามเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เกิดทัศนคติที่ดีต่องานศิลปะ รู้จักคุณค่าของศิลปกรรม และเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะอย่างมีหลักการจนสามารถรู้วิธีการเบื้องต้นในการ อนุรักษ์ศิลปกรรมของชาติได

ความรู้ทางด้านศิลปะธรรมชาติจนเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์

จุดเริ่มต้นของศิลปะ คือ การที่มนุษย์ต้องประดิษฐ์และสร้างสรรค์สิ่งอำนวยความสะดวกและเพื่อ ความเป็นอยู่ที่ปลอดภัย สำหรับการดำรงชีพและความอยู่รอด ได้แก่ ที่พักอาศัยอย่างง่าย ๆ อาวุธที่สร้าง ขึ้นอย่างหยาบ ๆ สร้างภาชนะที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผาอย่างง่าย ๆ ล้วนเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นไปในลักษณะที่แตกต่างจากธรรมชาติ ในระยะต่อมา เมื่อมนุษย์ได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งบางเหตุการณ์เป็นสิ่งที่เหนือคำอธิบายได้ในยุคนั้น  ด้วยความเกรงกลัวในอิทธิฤทธิ์อำนาจของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ จึงได้เกิด พิธีกรรมต่าง ๆ  พัฒนามาเป็นลัทธิ ความเชื่อจนกลายเป็นศาสนาในปัจจุบันศิลปะจึงได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อประกอบในพิธีกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย การสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นรากฐานและแรงบันดาลใจให้มนุษย์ในสมัยต่อ ๆ มา สร้างงานที่มีลักษณะแปลก แตกต่างและพัฒนาให้เกิด ผลงานที่ดีขึ้นต่อไป

การสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์เป็นการดำเนินการในลักษณะต่าง ๆเพื่อให้ เกิดสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สิ่งที่มีชีวิตเท่านั้นที่จะมีความคิดอย่างสร้างสรรค์ได้ ความคิด สร้างสรรค์เป็นความคิดระดับสูง เป็นความสามารถทางสติปัญญาแบบหนึ่ง ที่จะคิดได้หลายทิศทาง หลากหลายรูปแบบโดยไม่มีขอบเขต นำไปสู่กระบวนการคิดเพื่อสร้างสิ่งแปลกใหม่ หรือเพื่อการพัฒนา ของเดิมให้ดีขึ้นทำให้เกิดผลงานที่มีลักษณะเฉพาะตน เป็นตัวของตัวเอง อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมี ชีวิตเพียงชนิดเดียวในโลก ที่มีความคิดสร้างสรรค์ เนื่องจากตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ สามารถสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบในการดำรงชีวิต และสามารถพัฒนาสิ่งต่าง ๆให้ดีขึ้นกว่า เดิม รวมถึงมีความสามารถในการพัฒนาตน พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศ  และรวมถึงพัฒนาโลกที่เราอยู่ ให้มีลักษณะที่เหมาะสมกับมนุษย์มากที่สุด ในขณะที่สัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่มีวิวัฒนาการมาเช่นเดียวกับเรายังคงมีชีวิตความเป็นอยู่แบบเดิมอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลง